Holiday ถ่ายภาพ มุมถ่ายภาพ สถานที่ถ่ายภาพในกรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพ กรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพตอนกลางคืน เที่ยวกรุงเทพ วันหยุด แผนที่ การเดินทางไป
 ดูบทความอื่น
 
Custom Search
 

 
  สักการะ 4 สังเวชนียสถานเมืองกรุง ที่ “วัดพรหมรังษี” ดอนเมือง
คลิ๊กที่ภาพ

แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

สำหรับพุทธศาสนิกชนนั้น คงจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพุทธชาดกเกี่ยวกับการประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้ามาหลายครั้งแล้ว บางคนไม่เพียงแต่ได้ยินได้ฟังเท่านั้น แต่ยังได้เดินทางไปถึงสถานที่เหล่านั้นในประเทศอินเดียและเนปาลด้วย เพราะชาวพุทธเชื่อกันว่าการได้ไปสักการะสถานที่เหล่านี้ หรือที่เรียกว่า “สังเวชนียสถาน 4 ตำบล” สักครั้งหนึ่งในชีวิตถือเป็นสิ่งที่ได้บุญกุศลแรง จึงได้มีบริษัททัวร์รับจัดทริปพาไปสักการะสังเวชนียสถานในประเทศอินเดียและ เนปาลอยู่หลายบริษัทด้วยกัน

เหตุที่หลายคนต้องการไปสักการะสถานที่เหล่านี้ก็เนื่องจากว่า ในปรินิพพานสูตรได้มีการกล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่กาลก่อนมา หลังจากออกพรรษาแล้ว มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มากราบไหว้พระพุทธองค์อย่างเนืองแน่น บัดนี้พระพุทธองค์จะปรินิพพานแล้ว จะให้พวกข้าพระองค์กราบไว้บูชาสิ่งใดพระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงตอบพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ หลังจากเราตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกเธอมีความรำลึกถึงเรา เดินตามรอยแห่งเรา จงพากันกราบไหว้สถานที่ทั้ง 4 ของเรา คือ ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติหนึ่ง โพธิมณฑล สถานที่เราตรัสรู้หนึ่ง ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่เราแสดงปฐมเทศนาหนึ่ง และกุสินารานครที่เราจะปรินิพพานนี่แหละอานนท์ เป็นสถานที่สักการบูชา เป็นเนื้อนาบุญของพวกเธอทั้งหลายสืบต่อไป”

แต่สำหรับผู้ที่กำลังศรัทธาแต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอจะเดินทางไปไหว้ไกล ถึงอินเดียนั้น ก็ไม่ต้องเสียใจหรือเสียดายไป เพราะในกรุงเทพฯ เองก็มีสังเวชนียสถานครบทั้ง 4 แห่ง รวมอยู่ในวัดเดียวให้ได้กราบไหว้กัน นั่นก็คือที่ “วัดพรหมรังษี” ในเขตดอนเมืองนี่เอง

วัดพรหมรังษีไม่ใช่วัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2520 โดยคณะศิษยานุศิษย์ที่มีความเคารพศรัทธาในสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี แม้จะไม่ใช่วัดเก่าแก่ แต่ความโดดเด่นของวัดพรหมรังษีนี้ก็อยู่ที่สิ่งก่อสร้างน่าสนใจอย่างสังเวช นียสถานที่สร้างขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ซึ่งแม้จะไม่ได้จำลองมาจากต้นแบบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ก็งดงามและน่าศรัทธาไม่แพ้กัน

สำหรับการก่อสร้างสังเวชนียสถานจำลองในวัดพรหมรังษีนี้ก็ได้เริ่มจากการสร้าง “ปราสาทพุทธมารดา” ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย ส่วนด้านในมีรูปหล่อองค์พุทธมารดาและพระรูปของพระพุทธเจ้าปางประสูติ ประดิษฐานไว้

เมื่อฉันได้เข้าไปกราบสักการะด้านในก็เห็นว่าบนฝาผนังนั้นก็มี จิตรกรรมเป็นเรื่องราวการประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นศิลปะสมัยใหม่แต่วาดได้งดงามได้อารมณ์มากทีเดียว ถ้าใครได้เข้าไปกราบก็อย่าลืมแวะชมกันด้วย

จากนั้นฉันก็ไปชมสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าต่อ สถานที่แห่งนี้คงจะคุ้นตาสำหรับหลายๆ คน เพราะมี “เจดีย์พุทธคยา” (จำลอง) ตั้งเด่นเป็นสง่า อีกทั้งด้านหลังองค์เจดีย์ยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย มาปลูกไว้ และยังได้สร้างแท่นวัชรอาสน์ ซึ่งเป็นแท่นที่พระพุทธเจ้าทรงนั่งอธิษฐานจิตบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้า มาจำลองไว้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้อีกด้วย

คราวนี้อ้อมมาทางด้านหน้าเจดีย์พุทธคยากันบ้าง เจดีย์องค์นี้นอกจากจะเป็นการจำลองสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว ด้านบนเจดีย์ก็ยังใช้เป็นอุโบสถของวัดอีกด้วย มิน่าล่ะ ฉันมองหาเท่าไรก็ยังไม่เห็นว่าโบสถ์ของวัดนี้ตั้งอยู่ตรงไหน ที่แท้ก็อยู่บนองค์เจดีย์นี่เอง

และเมื่อได้ขึ้นไปกราบสักการะพระประธานด้านบน ฉันก็ต้องทึ่งในความสวยงาม เพราะด้านบนนี้มีพระประธานประดิษฐานอยู่ถึง 28 พระองค์ด้วยกัน ซึ่งก็เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 28 พระองค์นั่นเอง ซึ่งวัดที่มีพระประธานมากขนาดนี้ฉันก็เพิ่งเคยเห็นอยู่สองวัด คือวัดพรหมรังษี และวัดอัปสรสวรรค์เพียงสองวัดเท่านั้น

แม้อุโบสถแห่งนี้จะไม่ได้มีขนาดกว้างใหญ่มากนัก แต่ก็มีบรรยากาศที่สงบและเย็นสบายมากๆ ที่เย็นสบายก็เพราะสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง อีกทั้งพระประธานทั้ง 28 พระองค์ก็งดงามเป็นสีทองจับตา สร้างบรรยากาศของความศรัทธาได้ดีทีเดียว

จากสถานที่ตรัสรู้ ฉันก็เดินมายัง “พระสถูปเจดีย์ สถานที่แสดงปฐมธรรมเทศนา” ซึ่งได้จำลองและย่อสัดส่วนมาจากอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย ภายในสถูปเจดีย์ก็มีรูปหล่อพระพุทธเจ้าทรงกำลังแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ซึ่งกำลังนั่งพนมมือฟังธรรมจากพระพุทธองค์อยู่

และไม่ไกลกันนั้นก็คือ “พระสถูปเจดีย์ สถานที่ปรินิพพาน” ภายในมีรูปหล่อพระพุทธเจ้าในปางปรินิพพานประดิษฐานอยู่บนแท่นรูปร่างคล้ายภูเขาย่อมๆ

และนอกจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลที่จำลองมานี้แล้ว ภายในวัดก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอย่าง “วิหารสมเด็จฯ โต” ซึ่งภายในวิหารนั้นนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ แล้ว ก็ยังมีรูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี อยู่หลายองค์ในหลายอิริยาบถด้วยกัน เช่น ขณะแสดงพระธรรมเทศนา ขณะนั่งสมาธิ ขณะบริกรรม ขณะเดินธุดงค์ และขณะบิณฑบาต เป็นต้น

และมี “พระสมเด็จชินปัญชรสมณโคดมเจ้า” พระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้งที่สร้างขึ้นเป็นสิ่งแรกๆ ภายในวัด มีพระพุทธรูปปางทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา และสิ่งอื่นๆ อีกมากที่ต้องมาชมเอง

หากชมสิ่งต่างๆ ภายในวัดจนทั่วแล้ว ก็อย่าลืมแวะเวียนมาที่ชั้นล่างของเจดีย์พุทธคยา เพราะที่ชั้นล่างของเจดีย์นี้เป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตดอนเมือง” ที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเขตดอนเมืองไว้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาของเขตดอนเมือง ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อว่า ดอนอีเหยี่ยว และดอนอีแร้ง ก่อนจะมารู้จักกันในชื่อดอนเมือง เพราะเป็นสถานที่ตั้งของสนามบินดอนเมือง

ข้อมูลภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ยังทำให้ฉันรู้ว่า เมื่อก่อนนี้ชาวดอนเมืองยังคงประกอบอาชีพทางการเกษตร มีวิถีชีวิตที่พึ่งอยู่กับสายน้ำจากคลองเปรมประชากร ยังปลูกผัก จับปลา สานเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนกันอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังได้ทราบถึงประเพณีและของดังประจำถิ่นในแถบดอนเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในแถบนี้อีกด้วย

ได้ครบทั้งการมาไหว้พระ ไหว้สังเวชนียสถาน แล้วก็ยังได้ข้อมูลความรู้จากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตดอนเมือง “วัดพรหมรังษี” จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ ที่ฉันอยากให้ผู้สนใจได้ลองมาเยี่ยมชมกัน


วัดพรหมรังษี ตั้งอยู่ที่ 24/1 หมู่ 5 ซอยศิริสุข ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210 การเดินทาง วิ่งเข้ามาตามถนนช่างอากาศอุทิศ (ซอยข้างสำนักงานเขตดอนเมือง) วิ่งตรงมาเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านศิริสุข วัดจะอยู่ท้ายหมู่บ้านศิริสุข สอบถามรายละเอียดโทร.0-2565-2653






[ ปิดหน้าต่างนี้ ]




ร่วมต่อต้านสแปม! คลิกที่นี่! © All Right Reserved.