Holiday ถ่ายภาพ มุมถ่ายภาพ สถานที่ถ่ายภาพในกรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพ กรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพตอนกลางคืน เที่ยวกรุงเทพ วันหยุด แผนที่ การเดินทางไป
 ดูบทความอื่น
 
Custom Search
 

 
  ท่องราชดำเนินชม "3 สะพานคลาสสิก"
คลิ๊กที่ภาพ

กลางราวสะพานมัฆวานรังสรรค์มีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์

แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

กลางราวสะพานมัฆวานรังสรรค์มีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์
ครั้งกระนู้น ฉันเคยไปเที่ยวสะพานใหญ่ๆชนิดข้ามแม่น้ำกันมาแล้ว มาในครั้งนี้ฉันอยากที่จะลองเที่ยวชมสะพานเล็กๆที่หลายคนมักมองข้ามดูบ้าง โดยฉันเลือกที่จะยล 3 สะพานเล็กๆบนถนนราชดำเนินถนนสายสำคัญของกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรของเรา

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันออกเดินเที่ยวถนนแห่งนี้ แต่ทุกครั้งที่มาก็รู้สึกถึงมนต์เสน่ห์ของถนนสายคลาสสิกแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นถนนที่เก่าแก่และคลาสสิกแล้ว “ถนนราชดำเนิน” ยังเป็นถนนสำคัญที่ตัดผ่านคลอง 3 สายด้วยกัน จึงทำให้ถนนราชดำเนินได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน และมีสะพานเล็กๆข้ามคลองทั้ง 3 แห่ง ที่เชื่อมถนนราชดำเนินทั้ง 3 ตอนเข้าด้วยกัน และสะพานเหล่านี้ก็มีความคลาสสิกไม่แพ้กัน อีกทั้งยังมีชื่อที่สละสลวยฟังแล้วรื่นหูว่า “สะพานผ่านพิภพลีลา-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ-สะพานมัฆวานรังสรรค์”

ฉันเริ่มต้นท่อง 3 สะพานบนถนนราชดำเนินโดยมีจุดเริ่มต้นจาก “พระที่นั่งอนันตสมาคม” พระราชวังดุสิต โดยเบื้องหน้าพระที่นั่งนั้นก็คือพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “พระบรมรูปทรงม้า” นั่นคือปลายสุดของถนนราชดำเนิน เราเรียกถนนราชดำเนินส่วนนี้ว่าถนนราชดำเนินนอก ตรงจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปผ่านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เราก็จะได้ข้ามสะพานแรก ก็คือ “สะพานมัฆวานรังสรรค์” ที่มีสัญลักษณ์สังเกตได้ตรงที่จะเห็นน้ำพุอยู่ 2 ข้างสะพาน

การสร้างสะพานมัฆวานฯ นั้นเริ่มขึ้นในปีพ.ศ.2443 เพื่อเป็นสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ตัวสะพานสร้างขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างถนนราชดำเนินนอกซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แบบที่เรียกว่า Avenue ของยุโรป สำหรับนายช่างที่ออกแบบสะพานนั้นก็คือนายคาร์โล อัลเลกรี นายช่างชาวอิตาลี ที่สร้างสะพานตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีผสมสเปน ลักษณะของสะพานเป็นโครงสร้างคานเหล็กพื้นคอนกรีต ราวสะพานเป็นเหล็กหล่อทำลวดลายอย่างละเอียด ส่วนกลางราวสะพานด้านนอกมีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์ และด้านปลายสะพานมีเสาไฟหินอ่อนประดับลวดลายรองรับโคมไฟสำริด ลายอุบะทำด้วยโลหะบนหัวเสา

เมื่อสะพานสร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสร็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดและได้พระราชทานนามว่า “สะพานมัฆวานรังสรรค์” ซึ่ง มัฆวาน หมายถึง พระอินทร์ แปลว่าสะพานที่สร้างโดยเทวดาหรือพระอินทร์นั่นเอง และด้วยการรังสรรค์สร้างสะพานแห่งนี้อย่างประณีตงดงามสะพานแห่งนี้จึงได้ ชื่อว่าเป็นสะพานที่สวยงามสะพานหนึ่งของกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว

จากสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้านขวามือของฉันจะเจอกับ องค์การสหประชาชาติ ซึ่งหลังคาสีเขียวลดหลั่นกันอย่างสวยงาม มีเสาธงมากมายหลายประเทศ ถัดไปที่เห็นรั้วแดงๆ คือโรงเรียน จปร. เก่า ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านอาหารชื่อดังลิขิตไก่ย่าง แลเห็นแล้วน้ำลายสอ จากนั้นเป็นสนามมวยราชดำเนิน เมื่อเดินตรงไปเรื่อยๆ ไม่นานนักฉันก็มาหยุดอยู่ที่สะพานแห่งที่ 2 บนถนนราชดำเนิน สะพานแห่งนี้มีชื่อเพราะพริ้งว่า “สะพานผ่านฟ้าลีลาศ”

สะพานแห่งนี้เป็นสะพานเดิมที่สร้างข้ามคลองรอบกรุงตอนที่เรียกว่า คลองบางลำพู แต่เดิมเป็นสะพานโครงเหล็ก หลักฐานการสร้างสะพานไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างพร้อมกับถนน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานใหม่ให้มีความงดงามมากขึ้น พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า “สะพานผ่านฟ้าลีลาศ”

ลักษณะสถาปัตยกรรมของสะพานแห่งนี้เป็นสะพานโครงเหล็ก ชนิดมีโครงเหล็กใต้โค้งข้างบน พนักลูกกรงของราวสะพานทั้งสองข้างเป็นเหล็กหล่อ ลวดลายช่อดอกทานตะวัน มีลวดลายประดับที่คานโค้งซึ่งรับกับตัวสะพานอยู่ด้านล่าง ที่ปลายสะพานทั้งสองข้างมีเสาหินอ่อนประดับด้วยเครื่องสำริด เป็นลายเฟื่องอุบะที่หัวเสา และเป็นรูปเรือโบราณของยุโรปอยู่ที่กลางเสา หากใครได้มีโอกาสได้เดินผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศแห่งนี้ลองเงยหน้ามอง สถาปัตยกรรมเหล่านี้ดูอย่างพินิจ โดยเฉพาะเรือโบราณสีดำ แล้วจะรู้ว่าสะพานเล็กๆแห่งนี้ก็มีลวดลายที่สวยงามไม่แพ้สะพานใหญ่เลยที เดียว

เมื่อฉันได้มายืนอยู่บนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มองไปจะเห็นสถานที่สำคัญๆมากมาย อาทิ คลองแสนแสบ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเรือคลองแสนแสบที่ยังใช้กันจนปัจจุบัน เห็น “ป้อมมหากาฬ” ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เป็น 1 ใน 14 ป้อมที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันรักษาพระนคร และในปัจจุบันป้องมหากาฬคือ 1 ใน 2 ป้อมที่เหลืออยู่ในกรุงเทพฯ

มองเลยจากป้อมไปฉันเห็นเจดีย์สีทองสูงเด่น นั้นก็คือ “พระบรมบรรพต” หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า “ภูเขาทอง” ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยภูเขาทองแห่งนี้เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์ของวัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบรมบรรพตนี้สูงประมาณ100 เมตร บนยอดเป็นที่ตั้งของเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากเมืองก บิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย

สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่แลเห็นอย่างโดดเด่นสวยสง่า ก็คือ “โลหะปราสาท” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดราชนัดดาราม ใกล้กับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ โลหะปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบไทยเป็นปราสาท 3 ชั้น ทำด้วยโลหะ มียอดทั้งหมดถึง 37 ยอด หมายถึงพระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ กลางปราสาทเป็นช่องกลวงจากฐานถึงยอด ยอดปราสาทจัตุรมุขชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โลหะปราสาทแห่งนี้เป็นองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลกอีกด้วย ช่างน่าภาคภูมิใจจริงๆ

เมื่อแวะเวียนสถานที่เที่ยวใกล้ๆสะพานแล้ว ฉันก็ตรงไปตามถนนราชดำเนินกลางผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และร้านอาหารชื่อดังอีกหนึ่งร้านคือร้านเมธาวลัยศรแดง ตรงไปผ่านอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ซึ่งเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารของนักศึกษาและ ประชาชนชาวไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นับได้ว่าเป็นการแสดงพลังทางการเมืองของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติ ศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

มุ่งหน้าไปยังแยกที่จะเลี้ยวขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฉันตรงผ่านโรงแรมรัตนโกสินทร์อันเก่าแก่ ก็ถึงยังสะพานแห่งสุดท้ายของถนนราชดำเนิน ได้แก่ “สะพานผ่านพิภพลีลา” สะพานแห่งนี้ฉันคิดว่าเป็นสะพานที่มีความลาดชันน้อยมากที่สุดในบรรดาสะพานทั้ง 2 ที่ฉันได้ผ่านไปแล้ว

สะพานแห่งนี้จะตัดข้ามคลองคูเมืองเดิม เชื่อมถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินใน แต่เดิมสะพานแห่งนี้เป็นสะพานโครงเหล็ก ต่อมาในปี พ.ศ.2445 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานใหม่ให้กว้างและงดงามเช่นเดียวกับสะพานมัฆวาน รังสรรค์ เพื่อให้รับกับถนนราชดำเนินในที่สร้างขยายใหม่เช่นกัน แล้วพระราชทานนามว่า “สะพานผ่านพิภพลีลา”

ใกล้ๆกับสะพานแห่งนี้ ฉันเห็นศาลอุทกทานเป็นรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม ให้น้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม เพื่อให้ประชาชนใช้ดื่มกิน สร้างขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 6 โดยพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระแม่ธรณีบีบมวยผมนี้ปั้นขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกับพระยาจินดารังสรรค์

ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านได้แอบขโมยเอาอุปกรณ์ท่อน้ำต่างๆไปจนไม่สามารใช้การได้ ปัจจุบันจึงคงเหลือแต่ศาลอันศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนมาสักการะกราบไหว้เท่านั้น ใกล้กับอุทกทาน เลียบตามริมคลองหลอดหรือคลองคูเมืองเดิม เป็นที่ขายของมือสองต่างๆนานๆ อาทิ เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องมือช่าง หนังสือ เป็นต้น

และอีกหนึ่งสถานที่ใกล้เคียงที่ต้องไม่พลาดที่จะกล่าวถึงก็คือ “ท้องสนามหลวง” หรือแต่เดิมเรียกกันว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปก็คืองานถวายพระเพลิงพระ ศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั่นเอง

หากใครมีเวลาอีกสักหน่อยก็สามารถไปเที่ยวต่อยังวัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในบริเวณใกล้เคียงได้ เห็นไหมล่ะว่ากรุงเทพฯ ก็มีเรื่องน่าเที่ยวน่าค้นหากันทุกมุมเลยทีเดียว...ขอบอก





[ ปิดหน้าต่างนี้ ]




ร่วมต่อต้านสแปม! คลิกที่นี่! © All Right Reserved.